เลือดจระเข้ ผลวิจัย ที่อาจไขความลับสู่การบำรุงรักษาสุขภาพ

เลือดจระเข้ ผลวิจัย

เลือดจระเข้ ผลวิจัย ที่อาจไขความลับสู่การบำรุงรักษาสุขภาพ

เลือดจระเข้ ผลวิจัย ที่เล่าถึงประโยชน์ของเลือดจระเข้ สัตว์ที่มีร่างกายแข็งแรง จะทำให้ร่างกายมนุษย์แข็งแรงแบบจระเข้ได้อย่างไร 

เลือดจระเข้ ผลวิจัย

แรงกัดของจระเข้ไม่เพียงแต่จะแข็งแกร่งที่สุดแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันของพวกมันก็มีศักยภาพมากเช่นกัน จระเข้เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่อาศัยอยู่บนโลกนี้มานานกว่า 230 ล้านปี ซึ่งจระเข้เป็นสัตว์ที่หายใจโดยใช้ปอด แต่ยังสามารถกลั้นหายใจใต้น้ำได้นานกว่า 1 ชั่วโมง นานกว่าวาฬ โลมา และแมวน้ำ เป็นเพราะความสามารถในการขนส่งออกซิเจนของโปรตีนในเลือดของจระเข้นั้นสามารถเพิ่มความจุปริมาณของออกซิเจนในเลือดได้มากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ 100 เท่า

ในร่างกายของจระเข้มีสารชนิดหนึ่งที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกันเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสามารถต้านทานโรคจากการติดเชื้อแบคทีเรียและไวรัส มีงานวิจัยพบว่า ฮีโมโกลบินในเลือดจระเข้สามารถทำลายเชื้อแบคทีเรีย 23 สายพันธุ์รวมถึงสายพันธุ์ที่ทนทานหรือดื้อต่อยาปฏิชีวนะอีกด้วย จึงส่งผลให้อายุจระเข้ยืนยาวราว 70-100 ปี

ระบบภูมิคุ้มกันของจระเข้นั้นแข็งแกร่งมากเมื่อเทียบกับมนุษย์ หลักฐานนี้จึงนำไปสู่สมมติฐานที่ว่าระบบภูมิคุ้มกันของจระเข้มีประสิทธิภาพสูง ดังนั้นนักวิจัยส่วนใหญ่เชื่อว่าภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติในจระเข้นั้นแข็งแกร่งกว่ามนุษย์มาก เพราะมันสามารถอยู่รอดได้เป็นเวลานาน นักวิทยาศาสตร์จึงเห็นพ้องกันว่าจระเข้มีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงที่สุดในโลก

เลือดจระเข้ ผลวิจัย

ที่มาของการใช้เลือดจระเข้เพื่อสุขภาพคืออะไร เลือดจระเข้ ผลวิจัย มีงานวิจัยรองรับหรือไม่ การศึกษาจากในไทยและต่างประเทศให้ผลว่าอย่างไรบ้าง หาคำตอบได้ในบทความนี้

ที่มาของการเลือดจระเข้ ผลวิจัยเพื่อสุขภาพ
ตามความเชื่อของชาวจีน มีการนำเนื้อจระเข้มาทำเป็นยาตั้งแต่ในสมัยโบราณ เพื่อใช้รักษาโรคเกี่ยวกับปอดและเสริมความจำ นอกจากนี้ยังมีการนำกระดูกและเลือดของจระเข้ มาใช้เป็นส่วนประกอบของยาสมุนไพร เช่น นำมาต้มเป็นน้ำซุป ด้วยเชื่อว่าสามารถบำรุงร่างกายให้แข็งแรง เสริมพละกำลัง

นักชีววิทยายังได้เฝ้าสังเกตชีวิตจระเข้ตามธรรมชาติ พบว่าจระเข้เหล่านั้นมักมีพฤติกรรมหวงถิ่น มีการต่อสู้กันเองหรือต่อสู้กับสัตว์อื่นจนบาดเจ็บ จนบางครั้งถึงกับสูญเสียอวัยวะ แต่ทั้งๆ อาศัยอยู่ในบึงที่เต็มไปด้วยแบคทีเรีย พวกมันฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วจากการบาดเจ็บ แผลของพวกมันกลับสมานแผลได้อย่างรวดเร็วและไม่ค่อยได้รับอันตรายจากการติดเชื้อ

เลือดจระเข้ ผลวิจัย

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษา พบว่าฮีโมโกลบินในเลือดจระเข้ยังสามารถกักเก็บปริมาณของออกซิเจนได้มากกว่า 100 เท่าเมื่อเทียบกับสัตว์อื่น ร่างกายคนเราเมื่อได้รับออกซิเจนจะถูกส่งไปยังสมอง และเข้าสู่เซลล์ เมื่อระดับออกซิเจนในร่างกายมีปริมาณสูงขึ้น ร่างกายสามารถนำออกซิเจนไปใช้เป็นพลังงาน หากเซลล์ในร่างกายมีปริมาณออกซิเจนลดลงหรือขาดออกซิเจน จะทำให้อวัยวะนั้นเสื่อมลงและอาจทำให้เซลล์ตายได้

ด้วยเหตุนี้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างให้ความสนใจในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเลือดจระเข้เพื่อพัฒนาและคิดค้นเป็นยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานในร่างกายมนุษย์

งานวิจัยเกี่ยวกับเลือดจระเข้
เนื่องจากการสังเกตพฤติกรรมและการสมานแผลอย่างรวดเร็ว รวมถึงการต้านเชื้อโรคได้ ของจระเข้ในธรรมชาติดังกล่าวมาแล้ว จึงมีการศึกษาทดลองจากทีมวิจัยทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

เลือดจระเข้กับเชื้อแบคทีเรีย
การทดลองในสหรัฐอเมริกา ได้มีการนำเลือดจระเข้ไปปั่นสกัด แยกเอาส่วนซีรัม (Serum) มาศึกษาการกำจัดเชื้อแบคทีเรีย 23 สายพันธุ์ เปรียบเทียบกับเลือดมนุษย์ ผลการทดลองปรากฏว่า เลือดจระเข้สามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรียได้ทั้งหมด ในขณะที่เลือดมนุษย์กำจัดเชื้อแบคทีเรียได้เพียง 8 สายพันธุ์เท่านั้น

ที่น่าสนใจคือ การวิจัยในระดับห้องทดลองยังบ่งชี้ว่า ซีรัมในเลือดจระเข้สามารถยับยั้งเชื้อก่อโรคในมนุษย์ อย่างเช่น E. Coli ได้ (Antibacterial properties of serum from the American alligator (Alligator mississippiensis), 2008)

เลือดจระเข้กับเซลล์มะเร็ง
ในจระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทย ซึ่งนักวิจัยศึกษาพบมีโปรตีน AMPs (Antimicrobial peptides) ที่สร้างโดยเม็ดเลือดขาว นอกจากจะมีฤทธิ์กำจัดเชื้อแบคทีเรียก่อโรค โดยจะพุ่งเป้าทำลายเยื่อบุเซลล์ของแบคทีเรียโดยตรงทันทีที่เชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว ยังมีการนำโปรตีนดังกล่าวไปทดสอบกับเซลล์มะเร็งหลายชนิดในห้องทดลอง ปรากฏว่ามันสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้โดยไม่ทำลายเซลล์ปกติข้างเคียง อีกทั้งยังส่งผลทำให้เซลล์มะเร็งแพร่กระจายตัวช้ากว่าปกติ

อย่างไรก็ตาม การจะนำเลือดจระเข้มาพัฒนาเป็นยารักษาโรคมะเร็งในมนุษย์โดยตรงนั้น ยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติมอีก (Siamese Crocodile White Blood Cell Extract, 2018)

เลือดจระเข้ ผลวิจัย

สำหรับประเทศไทย มีการวิจัยเลือดจระเข้สายพันธุ์ไทย (Crocodylus siamensis) โดยศูนย์วิจัยโปรตีนและโปรติโอมิกส์เพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรม (ศปพ.) มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผลการศึกษาพบว่า องค์ประกอบเลือดจระเข้สายพันธุ์ไทย ได้แก่ พลาสมา ซีรัม เม็ดเลือดขาว และเม็ดเลือดแดง มีคุณสมบัติทางชีวภาพหลายประการ เช่น ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ต้านอักเสบ และสมานแผล (เปปไทด์ต้านจุลชีพในสัตว์เลื้อยคลาน, 2558)

จำเป็นต้องฆ่าจระเข้เพื่อนำเลือดของมันมาใช้หรือไม่?
การใช้เลือดจระเข้อาจฟังดูน่ากลัว แต่ความจริงแล้วการนำเลือดจระเข้มาใช้นั้นไม่มีการฆ่าจระเข้ แต่ใช้หลักการเจาะเลือดเช่นเดียวกับเจาะเลือดเพื่อบริจาคเลือดในคน ซึ่งจระเข้ 1 ตัวจะทำการเจาะเลือดออกมาเพียง 200 มิลลิลิตร หลังจากเจาะเลือดแล้วจระเข้จะถูกปล่อยให้กลับไปใช้ชีวิตปกติ ตามธรรมชาติ ไม่ได้ฆ่า หรือต้องล่า หรือเบียดเบียนจระเข้ในธรรมชาติ

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เลือดแห้งจระเข้สกัด ซึ่งได้จากฟาร์มจระเข้ที่ยึดหลักจริยธรรม และจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและได้รับการรับรอง CITES เพื่อการส่งออก

เลือดจระเข้ ผลวิจัย

สิ่งที่ควรศึกษาก่อนเลือกบริโภคเลือดจระเข้
เนื่องจากผลการศึกษาต่าง ๆ ปัจจุบันจึงมีการนำเลือดจระเข้มาทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งถือเป็นอีกทางเลือกสำหรับการดูแลสุขภาพ

ข้อสำคัญคือ ควรเลือกผลิตภัณฑ์เลือดจระเข้ที่ได้จากฟาร์มที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย มีกระบวนการผลิตที่สะอาดปราศจากเชื้อ ได้มาตรฐาน และมีการจดรับรองจากองค์การอาหารและยา

สนใจสั่งซื้อเลือดจระเข้มาบำรุงร่างกายกันได้เลย 4MEGA Superfood

เลือดจระเข้ ผลวิจัย

ขอบคุณข้อมูลจาก Honest Doc https://hd.co.th/

Share this post

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *